ทิ้งไปเสียดายแย่ กากชาดำและวิธีการนำมาใช้ประโยชน์ของคนญี่ปุ่น

ชาดำเป็นอีกหนึ่งชาที่คนญี่ปุ่นนิยมดื่มในชีวิตประจำวัน นอกจากดื่มเพื่อผ่อนคลายแล้ว ชาดำยังอุดมไปด้วยสารสำคัญที่มีคุณค่าต่อความงาม ช่วยลดน้ำหนัก ป้องกันท้องผูก และใช้ป้องกันการเกิดกลิ่นปากเพราะชาอุดมไปด้วยสารคาเทชินซึ่งมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อในช่องปากได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้กากชาก็ยังมีประโยชน์มากมายที่ไม่ควรทิ้งไป มารู้ประโยชน์ของกากชาและวิธีการนำมาใช้ของคนญี่ปุ่นกันค่ะ

วิธีการนำกากชาดำมาใช้ประโยชน์ของคนญี่ปุ่น

ชาดำ กากชา

ใช้ทำน้ำยาบ้วนปากเวลาเจ็บคอ

สารคาเทชิน (Catechin) และสารธีอะเฟลวิน (Theaflavin) ที่มีอยู่ในกากชามีฤทธิ์ในการต้านแบคทีเรียซึ่งจะช่วยป้องกันเนื้อเยื่อเมือกในลำคอและช่วยลดอาการเจ็บคอได้ดี

วิธีทำ: เติมน้ำต้มเดือดลงไปในกากชา ทิ้งไว้ซักครู่ แล้วจึงกรองเอากากชาออก  จากนั้นจึงวางไว้จนเย็นหรือเติมน้ำลงไปเพื่อลดอุณหภูมิของชา แล้วจึงนำมาบ้วนปากกลั้วคอ ทำซ้ำวันละ 3-5 ครั้ง ประมาณ 2-3 วัน อาการเจ็บคอจะหายไป

ใช้ขจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์

กากชามีคุณสมบัติในการดูดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เช่น ในตู้เย็น ห้องส้วม และที่เก็บรองเท้า เป็นต้น

วิธีทำ: นำกากชาดำ หรือกากชาเอิร์ลเกรย์ หรือกากชามะลิ ตามชอบ มาตากแดดให้แห้ง แล้วนำใส่ในถุงที่อากาศผ่านเข้าออกได้ จากนั้นนำไปวางไว้ในบริเวณที่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยระยะเวลาที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจจะยาวนานถึง 2 อาทิตย์ แล้วจึงเอากากชาเก่าทิ้งและแทนที่ด้วยกากชาที่เตรียมไว้ใหม่

ใช้เป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้

กากชาสามารถย่อยสลายได้ง่ายเพราะผ่านกระบวนการหมัก จึงใช้ในการปรับปรุงดินให้ดีขึ้นได้ อีกทั้งกลิ่นหอมของชาจะช่วยไล่แมลงศัตรูพืชได้ดี

วิธีทำ: นำกากชาตากแห้งมาสับหรือบดให้ละเอียด นำไปโรยบนดินที่ใช้ปลูกผัก และกลบด้วยดินอีกชั้น กากชาจะกลายเป็นปุ๋ยและช่วยไล่แมลงให้แก่พืชผักได้ดี

 

กากชา ประโยชน์

ข้อมูลดังกล่าวเป็นประโยชน์ของกากชาที่นำมาใช้ได้ง่ายในชีวิตประจำวันของเรา หากชอบดื่มชาไม่ว่าชาเขียวหรือชาดำ คราวหน้าเก็บกากชาไว้มาใช้ประโยชน์กันค่ะ

สล็อตเว็บตรง

โพสท์ใน BLOG | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ทิ้งไปเสียดายแย่ กากชาดำและวิธีการนำมาใช้ประโยชน์ของคนญี่ปุ่น

มาดู! วัตถุดิบที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับการทำเบนโตะในฤดูร้อน

เบนโตะ หรือ ข้าวกล่องแบบญี่ปุ่น ถือเป็นไอเทมยอดฮิตที่คนญี่ปุ่นนิยมพกไปทานกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แถมยังสามารถตกแต่งให้สวยงามได้หลายรูปแบบ แต่ในฤดูร้อนที่อากาศร้อนมาก เบนโตะ ที่ทำไว้ตั้งแต่เช้าก็อาจจะทำให้เกิด อาหารเป็นพิษ การทำเบนโตะในช่วงที่อากาศร้อน มีเรื่องอะไรที่ต้องระวังบ้าง วัตถุดิบแบบไหนที่ควรหลีกเลี่ยง ใครที่อยากทำเบนโตะแบบคนญี่ปุ่นแต่ก็กังวลเรื่อง อาหารเป็นพิษ ไปดูกันได้เลย~

ทบทวนพื้นฐานของสุขอนามัยในเบนโตะ

หลายคนคิดว่าอาหารเป็นพิษมักเกิดขึ้นในร้านค้าหรือโรงอาหารสาธารณะต่าง ๆ แต่ความจริงแล้ว เปอร์เซ็นต์ของการเกิดอาหารเป็นพิษที่สูงที่สุดนั้นเกิดจากภายในบ้าน โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อน อุณหภูมิสูง และมีความชื้นมาก การทำข้าวกล่องเบนโตะ แน่นอนว่าจะยังไม่ได้ทานทันทีหลังจากทำเสร็จ จึงอาจเกิดแบคทีเรียทำให้อาหารเป็นพิษได้หากไม่ระวัง เรามาทบทวนกฎพื้นฐานสำหรับการป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษกันก่อนค่ะ

ทำเบนโตะ

1. ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย

สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าให้มีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในวัตถุดิบหรืออุปกรณ์ทำอาหาร ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนทำอาหาร ไม่หั่นผักด้วยเขียงหรือมีดที่ใช้หั่นเนื้อสัตว์ และไม่จับอาหารที่ปรุงแล้วด้วยมือเปล่า โดยเฉพาะเวลาตกแต่งเบนโตะ ต้องระวังให้มาก เวลาที่รีบ ๆ ก็อาจจะเผลอใช้มือจับก็เป็นได้

2. ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ส่วนใหญ่แล้วแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษจะหมดฤทธิ์ได้ด้วยความร้อน 75°C เป็นเวลา 1 นาที แต่หากไม่สามารถวัดอุณหภูมิได้ จะต้องพยายามให้ความร้อนมากกว่าปกติ อย่างเนื้อสัตว์ แน่นอนว่าก็ต้องนำไปผ่านความร้อนจนสุกอยู่แล้วเป็นธรรมดา แต่สำหรับไข่ลวกหรือไข่ยางมะตูมเยิ้ม ๆ อาจมีเชื้อซัลโมเนลลาซึ่งเป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษได้ ดังนั้นก่อนจะใส่ลงไปในเบนโตะจึงต้องต้มให้สุกทั่วทั้งฟอง

3. ป้องกันการเติบโตของแบคทีเรีย

แบคทีเรียชอบสภาพแวดล้อมที่ชื้นและอบอุ่น ดังนั้นจึงต้องไม่ทำให้อาหารของเราชื้นและอุ่น หลีกเลี่ยงกับข้าวหรือเครื่องเคียงที่มีน้ำและรอให้อาหารเย็นลงก่อนจึงค่อยนำใส่กล่อง หรือจะใช้ถุงเย็นมาช่วยเพื่อไม่ให้อุณหภูมิสูงขึ้นระหว่างวันก็ได้ ของหวานหรือผลไม้ที่มีน้ำก็ควรแยกกล่องกับอาหาร ไม่ใส่รวมกล่องกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความชื้น

ต่อไปเรามาดูกันว่าวัตถุดิบประเภทใดบ้างที่ไม่ควรนำมาใส่เบนโตะในช่วงที่อากาศร้อน

มะเขือเทศติดกลีบ , มะเขือเทศหั่น

 

มะเขือเทศราชินีลูกเล็กน่ารักขนาดพอเหมาะจะใส่เบนโตะแถมยังมีสีแดงสดใสกับกลีบสีเขียว แต่จริง ๆ แล้วไม่ควรใส่มะเขือเทศโดยที่ไม่เอากลีบออก แม้ว่าจะล้างน้ำแล้วแต่แบคทีเรียก็อาจยังเกาะติดอยู่ตามซอกกลีบ และทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ จึงควรเด็ดกลีบออกเสียก่อน อีกทั้ง หากเราหั่นมะเขือเทศ จะทำให้มีน้ำไหลออกมามากจนเกิดความชื้นได้ ควรใส่ลงไปทั้งลูกโดยไม่ต้องหั่น

ผักกาดแบ่งช่องอาหาร

 

การใช้ผักสดมาห่ออาหารหรือใช้แบ่งช่องในกล่อง เมื่อเวลาผ่านไป น้ำจากอาหารจะไหลออกมาทำให้เฉอะแฉะ เรามักจะเห็นภาพเบนโตะที่ใช้ผักใบเขียวต่าง ๆ มาห่อหรือแบ่งช่องในกล่อง แต่นั่นเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่แบคทีเรียสามารถเติบโตได้ง่าย จึงควรใช้ถ้วยซิลิโคนหรือฉากกั้นเล็ก ๆ สำหรับเบนโตะจะดีกว่า

เนื้อสัตว์แปรรูปแช่เย็นแบบไม่ผ่านความร้อน

 

แตงกวากับชิคุวะถือว่าเป็นวัตถุดิบมาตรฐานสำหรับการทำเบนโตะ แต่ในช่วงที่อากาศร้อน แตงกวาก็ถือเป็นผักสดต้องห้ามเหมือนกับผักกาดด้วยเหตุผลเรื่องความชื้น ส่วนผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาอย่างคามาโบโกะ ฮันเปน รวมถึงชิกุวะ ก็ต้องนำมาผ่านความร้อนอย่างทั่วถึงก่อน เช่น การย่าง นึ่ง หรือทอด ยิ่งในช่วงภาวะโรคระบาดแบบนี้ ทุกอย่างควรผ่านความร้อนก่อนจะดีที่สุด

กับข้าวโปะบนข้าว , อาหารประเภทต้ม

 

 

เบนโตะแบบที่นำกับข้าวโปะลงไปบนข้าว รวมถึงการใส่อาหารประเภทต้มโดยไม่ได้แบ่งช่องให้แยกกัน ก็ต้องระวังในช่วงอากาศร้อน เพราะหากกับข้าวหลายชนิดมาปะปนกัน แบคทีเรียจะเติบโตได้ง่าย ยิ่งโปะไปบนข้าวก็ยิ่งมีแต่ความชื้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการวางกับข้าวรวมกันโดยไม่แบ่งช่อง รวมถึงต้องแยกข้าวและกับข้าวแต่ละอย่างออกจากกัน แต่ถ้าจะให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ให้หลีกเลี่ยงการทำอาหารที่มีน้ำเยอะอย่างประเภทต้ม ตุ๋นต่าง ๆ ใช้การทอดหรือย่างจะเวิร์คกว่า

มายองเนส

 

มายองเนสที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ หลายคนนิยมใส่ในสลัดมันฝรั่งหรือสลัดมักกะโรนี แต่หากดูจากบรรจุภัณฑ์จะเห็นว่ามายองเนสควรแช่ตู้เย็นหลังจากเปิด นั่นหมายความว่าหากใส่ลงเบนโตะในวันที่อากาศร้อน ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งนอกจากสลัดแล้วยังรวมถึงแซนด์วิชไส้ต่าง ๆ ที่ใส่มายองเนส อร่อยก็จริงแต่ก็ไม่ถูกสุขลักษณะเท่าที่ควร จึงต้องระวังให้ดี

เมืองไทยอากาศร้อนเกือบตลอดทั้งปี หากใครที่ต้องการทำเบนโตะทานเองแบบคนญี่ปุ่นก็ต้องระวังเรื่องวัตถุดิบและการจัดเก็บให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดอาหารเป็นพิษนะคะ ^^

สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

โพสท์ใน BLOG | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน มาดู! วัตถุดิบที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับการทำเบนโตะในฤดูร้อน

พฤติกรรมการชมซากุระที่พบบ่อยจนอยากบอกว่า “แบบนี้ไม่โอเค”

เมื่อพูดถึงฤดูใบไม้ผลิแล้วแน่นอนว่าต้องนึกถึงซากุระขึ้นมาทันทีเลยใช่ไหมล่ะคะ? เมื่อซากุระบานก็จะตามมาด้วยการชมซากุระ หรือที่เรียกว่า “ฮานามิ” ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งอีเวนต์สำคัญขนาดใหญ่ของคนญี่ปุ่นกันเลยก็ว่าได้ เพราะด้วยความสวยงามแต่ไม่ยืนยงของซากุระนี่ล่ะค่ะที่ทำให้คนญี่ปุ่นต่างหวงแหนและเฝ้ารอที่จะได้มาชมซากุระกันอย่างใจจดใจจ่อ เป็นเหมือนกับวัฒนธรรมที่มักทำกันเป็นประจำเพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น ซึ่งการชมซากุระที่ดีนั้นก็รวมถึงการรักษามารยาทขณะชมเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนผู้คนรอบข้างที่ต่างก็มาชมซากุระเหมือนกันกับเราด้วย …แต่ว่ามารยาทแบบไหนกันล่ะที่ควรทำ?

การชมซากุระให้เพลิดเพลินและได้อรรถรสยิ่งขึ้นนั้นคือการที่เราไม่ต้องเจอกับบุคคลมารยาทแย่มาทำลายบรรยากาศใช่ไหมล่ะคะ? โดยปกติแล้วการรักษามารยาทถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งเมื่อเราต้องอยู่กับคนหมู่มาก ดังนั้นจึงอยากจะมาพูดถึงพฤติกรรมที่ควรพึงระวังยามต้องไปชมซากุระให้ทุกคนได้ทราบกันค่ะ

พฤติกรรมที่บอกได้เลยว่า “แบบนี้ไม่โอเค”

1. การจองพื้นที่มากเกินความจำเป็น

ใครที่ต้องการไปนั่งปิกนิกเพื่อชมซากุระนั้นอาจจะต้องมีการเลือกพื้นที่ที่เหมาะเจาะวิวดีเป็นที่น่าพอใจกันแน่นอน แต่การจับจองพื้นที่นั้นทางที่ดีไม่ควรไปวางของเพื่อจองพื้นที่เอาไว้ล่วงหน้า แล้วก็ไม่ต้องถึงกับกางเต็นท์ขึงเชือกสร้างอาณาเขตกันเลยนะคะ เอาเป็นว่าเราจะไปวันไหนก็ควรรีบไปให้ไวและไปเลือกพื้นที่ในวันที่เราจะไปดีกว่าค่ะ ไม่ควรต้องไปนั่งจองข้ามวันนะ

2. ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ใช้ปูรองที่พื้น

สำหรับข้อนี้ค่อนข้างละเอียดละออสักนิดนะคะ ให้หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุประเภทเสื่อไวนิลปูรองใต้ต้นที่ต้องทับบริเวณรากของซากุระค่ะ เพราะอาจทำให้บริเวณรากบอบช้ำและทำให้หายใจลำบากด้วย หากเราไปปิกนิกชมซากุระล่ะก็ให้ใช้ “เสื่อ” ที่ถ่ายเทอากาศสะดวก หรือนั่งห่างออกมาจากส่วนที่จะโดนรากของต้นซากุระดีกว่าค่ะ เพราะไม่ว่าจะนั่งตรงไหนเราก็สามารถเสพความงามของซากุระได้แน่นอนอยู่แล้ว ^^

3. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

แน่นอนว่าการชมซากุระและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเป็นของคู่กัน แต่ควรระวังไม่ให้ดื่มมากเกินไปจนขาดสติ เพราะอาจทำให้เกิดการคุกคามต่อผู้คนรอบข้าง จึงจัดว่าเป็นการคุกคามประเภท Alcohol Harassment หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “アルハラ” (อารุฮะระ) ค่ะ เพราะอารุฮาระเนี่ยเกี่ยวข้องถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนเลยนะคะ

ทั้งนี้ ขอยกตัวอย่างการกระทำที่เข้าข่ายเป็น Alcohol Harassment ค่ะ

– การบังคับให้ผู้อื่นดื่ม
– เชียร์ให้ดื่มแบบยกซดรวดเดียวหมด
– ตั้งใจมาดื่มสังสรรค์กะเอาเมา
– ไม่มีน้ำใจต่อผู้อื่นด้านการดื่ม เช่น ไม่เตรียมเครื่องดื่มอย่างอื่นมานอกจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ไม่สนใจว่าผู้อื่นดื่มได้หรือไม่, ดูถูกผู้อื่นเรื่องที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น
– สร้างการกระทำที่เป็นการรบกวนผู้อื่นเนื่องจากเมาไม่ได้สติ

4. เทเครื่องดื่มหรือน้ำซุปลงที่พื้น

หากเราเทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, น้ำผลไม้ หรือน้ำซุปลงบนพื้นดิน จะทำให้รากของต้นซากุระเน่าได้ค่ะ ซากุระก็เปรียบเสมือนสิ่งที่สำคัญยิ่งของประเทศญี่ปุ่น เราจึงควรรักษาเอาไว้ให้ดีที่สุดค่ะ

ถึงซากุระจะเป็นไม้ยืนต้นที่ดูแล้วแข็งแรงก็จริง แต่ความจริงแล้วซากุระนั้นเป็นพืชที่บอบบางมากค่ะ ทั้งความที่มีอายุขัยสั้นเพียง 60 ปีเท่านั้น และดอกของซากุระที่ร่วงโรยเร็วด้วยเช่นกันนี้เองจึงเป็นเหตุผลที่คนญี่ปุ่นซาบซึ้งและให้ความสำคัญกับซากุระกันอย่างมากค่ะ ดังนั้น…

5. ทำร้ายหรือหักกิ่งซากุระ

การหักกิ่งไม้นั้นอาจทำให้ต้นไม้เฉาได้ หรือว่าบางคนอาจอยากเห็นกลีบซากุระร่วงเยอะๆให้ได้ฟิลเหมือนเห็นวิวพายุหิมะ แต่ถึงอย่างนั้นก็อย่าได้ไปโหนกิ่งหรือเขย่าเชียวนะคะ เรามาชมซากุระกันให้เพลิดเพลินกันดีกว่าค่ะ

6. เอะอะโวยวายเสียงดัง

อย่าได้คิดว่าที่ตรงนี้มีแค่เราเท่านั้น ถึงเราจะมาเพื่อสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน แต่เราก็ควรเอื้อเฟื้อและมีน้ำใจต่อผู้อื่นที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงที่เขาต้องการมาชมซากุระแบบชิวๆเงียบๆด้วย

7. ทำลืมไม่ยอมเก็บขยะไปทิ้ง!

 

มาถึงข้อสุดท้ายแต่กลับเป็นสิ่งที่ห้ามๆๆๆๆทำมากที่สุด นั่นคือ “ห้ามทิ้งขยะเรี่ยราด” ค่ะ! อุตส่าห์ได้ออกมาปิกนิกสนุกสนานเพลิดเพลินกับซากุระสวยๆ แต่ดันมาพังเพราะมีแต่ขยะเต็มไปหมดเนี่ยสิคะ ทางที่ดีเราควรหลีกเลี่ยงขยะประเภทใช้แล้วทิ้งให้น้อยที่สุดดีกว่าค่ะ ใช้เป็นจานพลาสติกหรือผ้าขนหนูแทนกระดาษเช็ดมือจะช่วยลดขยะได้เยอะเลยล่ะค่ะ

เช็คให้แน่ใจว่าทิ้งขยะที่ไหนได้บ้าง?

ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีที่ทิ้งขยะ หรือว่าเราสามารถนำของใช้อะไรติดตัวกลับไปด้วยได้บ้าง จะได้เป็นการลดขยะไปในตัวยังไงล่ะคะ เพราะหากเรายังจัดการเรื่องขยะกันไม่ได้ดีเท่าที่ควร ก็มีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตข้างหน้าจะถูกห้ามไม่ให้มีการชมซากุระอีกต่อไป ซึ่งการชมซากุระนั้นเป็นสิ่งที่ควรรักษาให้อยู่สืบทอดต่อไปอีกนานเท่านาน

จากที่ผ่านๆมามารยาทการชมซากุระนั้นก็มีปัญหากันอยู่ทุกๆปี เราควรรักษามารยาทเมื่อไปชมซากุระ ทำตามกฎระเบียบต่างๆอย่างเคร่งครัด อย่าได้มองซากุระเป็นเพียงแค่สิ่งสวยงามตามที่ตาเห็นเท่านั้น เราควรใช้ใจมองและซาบซึ้งไปกับความสวยงามเหล่านั้น เพราะแม้จะสวยงามแต่เป็นสิ่งที่ไม่ยืนยง เราจึงควรรักษาเอาไว้ให้คงอยู่ไปนานๆนะคะ    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

โพสท์ใน BLOG | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน พฤติกรรมการชมซากุระที่พบบ่อยจนอยากบอกว่า “แบบนี้ไม่โอเค”

ธรรมเนียมปฏิบัติของชาวญี่ปุ่น เมื่อถึงเวลาย้ายเข้าบ้านใหม่

การย้ายบ้าน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สถานที่หรือสภาพแวดล้อมใหม่ๆ เมื่อเราเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหม่แล้ว มารยาทที่สำคัญสำหรับคนญี่ปุ่นนั่นก็คือ การทักทายเพื่อนบ้าน แล้วก็ไม่ได้ไปตัวเปล่าๆ มักจะมีของฝากหรือของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ติดมือไปด้วย นอกจากนี้ในการย้ายบ้านยังมีธรรมเนียมปฏิบัติอีกหลายอย่างด้วยเช่นกัน แต่ละภูมิภาค แต่ละจังหวัดก็มีความแตกต่างกันด้วยนะคะ เราจะพาไปรู้จักกับธรรมเนียมต่างๆ ของชาวญี่ปุ่นเมื่อย้ายบ้านใหม่กันค่ะ มีอะไรกันบ้าง ไปดูกันเลย

Hikkoshi Soba (引っ越しそば) โซบะย้ายบ้าน

 

คนญี่ปุ่นมีธรรมเนียมการกินโซบะและให้โซบะแก่เพื่อนบ้านเมื่อมีการย้ายบ้านใหม่ คำว่า “โซบะ” ในภาษาญี่ปุ่น แปลว่า ข้างๆ การให้โซบะจึงหมายถึงการไปอยู่ข้างๆ เป็นเพื่อนบ้านกัน และคบหากันยาวๆ เหมือนเส้นโซบะ ธรรมเนียมนี้มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ นอกจากมีความหมายที่ดีแล้ว โซบะยังเป็นของที่ไม่ถูกและไม่แพง ทำให้สะดวกใจที่จะรับโดยไม่รู้สึกเกรงใจมากเกินไป

กินอูด้งในอ่างอาบน้ำร้อน

 

การกินอูด้งในอ่างอาบน้ำเมื่อย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหม่เป็นธรรมเนียมของจังหวัดคากาวะ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงเรื่องอูด้ง โดยตามหลักแล้ว หากเเช่น้ำร้อนหลังกินข้าว จะทำให้การย่อยอาหารมีประสิทธิภาพน้อยลง และการแช่น้ำร้อนจะทำให้เลือดลงมาสะสมที่ผิวหนัง ส่งผลให้ไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ อาจเป็นลม มีอันตรายต่อชีวิตได้ ด้วยเหตุนี้ชาวญี่ปุ่นสมัยก่อนจึงลงไปทานอูด้งพร้อมๆ กับแช่ร้อนไปด้วยเลย เพื่อเป็นการแก้เคล็ด และปฏิบัติต่อๆ กันมาเป็นธรรมเนียมจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ในโอกาสมงคลอื่นๆ ก็มักจะมีการกินอูด้งด้วยเช่นกัน

กินอูด้งในห้องน้ำ

ธรรมเนียมนี้เกิดขึ้นที่บางพื้นที่ในจังหวัดไอจิ และกิฟุ เหตุผลที่ไปกินอูด้งในห้องน้ำเมื่อย้ายเข้าบ้านใหม่ก็เพราะว่า ในสมัยก่อนห้องน้ำอยู่ห่างจากตัวบ้าน อาจจะเกิดอันตรายขณะออกไปเข้าห้องน้ำในวันที่อากาศแย่มากๆ เช่น ในวันที่อากาศหนาวมาก เป็นต้น จึงแก้เคล็ดด้วยการไปกินอูด้งในห้องน้ำเสียเลย

จุดไฟในบ้าน

 

สมัยก่อนเมื่อย้ายเข้าไปในบ้านใหม่ จะมีธรรมเนียมจุดเตาไฟที่ใช้ทำอาหาร เพราะเชื่อกันว่าป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ แต่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาใช้แก๊ส ก็มีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เช่น ต้มน้ำร้อนด้วยเตาแก๊ส หรือต้มน้ำร้อนก่อนจะขนของเข้าบ้าน เป็นต้น ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีระบบความปลอดภัยอย่างดี แต่ยังคงมีหลายคนที่ยังทำอยู่ เพราะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำต่อๆ กันมา

วางจานใส่เกลือไว้หน้าบ้านหรือหน้าห้อง

ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเกลือเป็นสิ่งบริสุทธิ์ ช่วยชะล้างสิ่งที่ไม่ดีหรือสิ่งชั่วร้ายได้ ตั้งแต่ในอดีต ชาวญี่ปุ่นจะวางจานเล็กๆ ที่มีเกลือเป็นรูปทรงกรวยสามเหลี่ยม เรียกว่า Mori shio (盛り塩) ไว้ที่หน้าบ้านหรือหน้าห้องต่างๆ เพื่อเป็นการชะล้าง ปัดเป่าสิ่งไม่ดีหรือไม่เป็นมงคลไม่ให้เข้ามาในบ้าน

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับธรรมเนียมปฏิบัติในยามย้ายบ้านของชาวญี่ปุ่น ค่อนข้างหลากหลายและแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่และความเชื่อ ธรรมเนียมส่วนใหญ่มักจะเป็นการป้องกันเรื่องไม่ดีหรือปัดเป่าสิ่งที่เป็นอัปมงคล นอกจากการย้ายบ้าน ที่ญี่ปุ่นยังมีธรรมเนียมปฏิบัติอีกหลายอย่างที่น่าสนใจและน่าศึกษาเรียนรู้อีกมาก โอกาสหน้าจะมาเล่าในบทความต่อไปนะคะ  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

โพสท์ใน BLOG | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ธรรมเนียมปฏิบัติของชาวญี่ปุ่น เมื่อถึงเวลาย้ายเข้าบ้านใหม่

“โอนิกิริ” กับ “โอมุสุบิ” เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?

“โอนิกิริ” เป็นอาหารญี่ปุ่นที่เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะเคยทานกันใช่มั้ยคะ สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นหนึ่งในอาหารที่คนญี่ปุ่นนิยมทำใส่เบนโตะไปทานเป็นมื้อกลางวัน โดยปกติแล้ว ข้าวปั้น มักจะเรียกกันว่า “โอนิกิริ” แต่ก็ยังมีอักคำที่หมายถึงข้าวปั้นเช่นกัน คือ “โอมุสุบิ” แล้วทั้ง 2 คำนี้มีความแตกต่างกันตรงไหน? รูปร่าง? วิธีทำ? ต้นกำเนิด? หรือจะไม่ต่าง? เราลองไปศึกษาจากทฤษฎีที่น่าสนใจกันค่ะ

ต้นกำเนิดของโอนิกิริค่อนข้างเก่าแก่ เล่ากันว่ามีมาตั้งแต่สมัยยาโยอิ มีการขุดค้นพบก้อนข้าวคล้ายโอนิกิริที่มีร่องรอยเหมือนเป็นการปั้นด้วยมือในซากโบราณสถานสมัยยาโยอิ แต่รูปร่างของข้าวปั้นในยุคปัจจุบันดูเหมือนจะมาจากสมัยเอโดะมากกว่า โดยในอดีตข้าวปั้นมักจะเป็นอาหารพกพาของพวกซามูไร

ความแตกต่างระหว่าง “โอนิกิริ” กับ “โอมุสุบิ”

ความแตกต่างระหว่าง “โอนิกิริ” กับ “โอมุสุบิ” มีหลากหลายทฤษฎี โดยรวมแล้วแต่ละแบบได้อธิบายไว้ดังนี้

ในส่วนของ “โอนิกิริ” กล่าวว่าเป็นคำที่ใช้เรียกกันในฝั่งตะวันตก หรือบางทฤษฎีก็ว่าเรียกกันเป็นส่วนใหญ่ในญี่ปุ่น มีพื้นฐานมาจากการจับข้าวโดยใช้แรง ทำให้ได้ชื่อว่า “นิกิริเมชิ” และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “โอนิกิริ” บางทฤษฎีก็ว่าเป็นข้าวปั้นที่ปั้นโดยการใช้เครื่องมือ หรือในส่วนของหน้าตา ก็ว่าเป็นข้าวปั้นทรงกลมที่ห่อหุ้มด้วยสาหร่ายชุ่ม ๆ ทั้งก้อน

 

 

ในส่วนของ “โอมุสุบิ” กล่าวว่าเป็นคำที่ใช้เรียกกันในฝั่งตะวันออก หรือบางทฤษฎีก็ว่าเรียกกันในพื้นที่จากคันโตไปยังโทไคโด ใช้เรียกข้าวปั้นที่ทำโดยสตรีชนชั้นสูงในยุคเฮอัน มีรูปทรงสามเหลี่ยม เนื่องจากในอดีตชาวญี่ปุ่นโบราณจะเชื่อว่าภูเขาคือพระเจ้า จึงได้ปั้นข้าวปั้นให้เป็นรูปร่างสามเหลี่ยมคล้ายภูเขาเพื่อที่เวลาทานจะได้เหมือนกับได้รับพรรับพลังจากพระเจ้า บางทฤษฎีก็ว่าเป็นข้าวปั้นที่ปั้นด้วยมือ หรือในส่วนของหน้าตา ก็ว่าเป็นข้าวปั้นทรงสามเหลี่ยมที่ห่อด้วยสาหร่ายแห้งเพียงบางส่วน นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น “โอมุสุบิ” ถูกบัญญัติขึ้นให้เป็นคำสุภาพของ “โอนิกิริ”

 

 

 

แม้ว่าจะมีทฤษฎีต่าง ๆ มากมายที่บ่งบอกความแตกต่างระหว่างโอนิกิริกับโอมุสุบิ แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้มีทฤษฎีใดที่ชัดเจนเพียงพอ แม้แต่ในพจนานุกรมภาษาญี่ปุ่นยังเขียนไว้ว่า “onigiri = musubi” ดังนั้นจึงบอกได้ว่า ในยุคปัจจุบันนั้นสองคำนี้แทบไม่มีความแตกต่างกัน นอกจากนี้ “สมาคมโอนิกิริแห่งญี่ปุ่น” ยังได้เคยกล่าวไว้ว่า จะเรียกว่าอะไรนั้นก็ขึ้นอยู่แต่ละบ้าน แต่ละครอบครัว แต่ละคน ไม่มีความแตกต่างที่ชัดเจนและทุกคนสามารถเรียกได้ตามใจชอบ ในปัจจุบันถึงแม้จะมีการเรียกทั้งสองชื่อ แต่ก็ยังมีความหมายถึงข้าวปั้นเหมือนกัน      สล็อตเว็บตรง

โพสท์ใน BLOG | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน “โอนิกิริ” กับ “โอมุสุบิ” เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?

ตำนาน “เนโกะมาตะ” (猫又) จากแมวชราสู่แมวปีศาจ

แม้ปัจจุบันญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทั้งทางด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย แต่จริงๆ แล้วญี่ปุ่นเองก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีตำนาน เรื่องเล่าขาน หรือนิทานพื้นบ้านเกี่ยวกับปีศาจในแทบทุกจังหวัดของประเทศ โดยในสมัยโบราณคนญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าปีศาจคือสิ่งมีชีวิตที่กลายร่างมาจากสรรพสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบกายมนุษย์ เช่น ก้อนหิน ต้นไม้ หรือแม้กระทั่งสัตว์ต่างๆ ก็สามารถกลายร่างเป็นปีศาจได้เช่นกัน และหนึ่งในตำนานสัตว์ปีศาจที่เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้น “เนโกะมาตะ” (猫又) หรือก็คือปีศาจแมวสองหางนั่นเอง

จากแมวชราสู่แมวปีศาจ

ตัวอย่างภาพวาดเนโกะมาตะในสมัยเอโดะ
ตัวอย่างภาพวาดเนโกะมาตะในสมัยเอโดะ

ตามตำนานกล่าวว่าเนโกะมาตะ เดิมคือแมวที่เคยใช้ชีวิตในฐานะที่เป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ หรือแมวธรรมดาทั่วไปๆ ที่อาศัยอยู่บนภูเขา แต่เนื่องจากมีอายุที่ยืนยาวมากกว่าแมวปกติทั่วไป จึงกลายร่างเป็นแมวปีศาจเนโกะมาตะ ส่วนลักษณะรูปร่างนั้นโดยทั่วไปจะมีเขี้ยวเล็บที่แหลมคมกว่าแมวปกติ มีลักษณะร่างกายและการเคลื่อนไหวที่ต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด และอาจมีลักษณะผิดแปลกอื่นๆ อีกมากมาย ขึ้นอยู่กับตำนานของแต่ละท้องถิ่น แต่จะมีลักษณะเด่นที่เหมือนกันคือมีหางงอกออกมาสองหาง

นอกจากนี้ยังกล่าวกันว่า ตำนานของเนโกะมาตะไม่ได้ปรากฏอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ในประเทศจีนเองก็มีตำนานของแมวปีศาจที่มีลักษณะเหมือนกับเนโกะมาตะเช่นกัน แต่ตามตำนานของประเทศจีนจะกล่าวเพิ่มเติมว่าแมวสีขาวจะมีโอกาสกลายร่างเป็นเนโกะมาตะมากกว่าแมวสีอื่นๆ

ตำนานเนโกะมาตะแห่งหุบเขาคุโรเบะ

 

 

กล่าวกันว่าในสมัยโบราณเคยมีผู้พบเห็นเนโกะมาตะปรากฏตัวอยู่บริเวณหุบเขาคุโรเบะ จังหวัดโทยามะ แต่เดิมปีศาจตัวนี้เป็นเพียงแมวแก่ชราธรรมดาที่อาศัยอยู่บริเวณภูเขาไฟฟูจิ แต่โชคร้ายเนื่องจากมีกองกำลังทหารขึ้นไปล่าสัตว์ป่าในบริเวณที่มันเคยอาศัยอยู่ มันพยายามต่อสู้กับพวกทหารเพื่อรักษาถิ่นที่อยู่ของมันไว้ แต่ท้ายที่สุดมันก็จำใจต้องหลบหนีออกจากภูเขาไฟฟูจิ และย้ายไปอาศัยอยู่บริเวณหุบเขาคุโรเบะแทน

หลังจากนั้นมันก็ได้กลายร่างเป็นเนโกะมาตะ และได้เริ่มออกอาละวาดไล่ล่าฆ่าผู้คน สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นเป็นอย่างมาก จนในที่สุดมันก็ถูกพบโดยกลุ่มนักล่าสัตว์กลุ่มหนึ่ง แต่ด้วยรูปลักษณ์และท่าทีที่ดูน่าหวาดกลัว ทำให้ไม่มีนักล่าสัตว์คนไหนกล้าที่จะเข้าไปต่อสู้กับมัน หลังจากที่ยืนจ้องมองท่าทีกันอยู่ชั่วครู่ เนโกะมาตะก็ล่าถอยและหลบหนีลงจากหุบเขาไป ทำให้หมู่บ้านที่ตั้งอยู่บริเวณนั้นกลับเข้าสู่ความสงบสุขอีกครั้ง และหลังจากนั้นก็ได้มีการเรียกจุดที่กลุ่มนักล่าสัตว์ได้พบเห็นเนโกะมาตะว่า “ภูเขาเนโกะมาตะ” (猫又山, Nekomatayama) (ตามภาพด้านบน) ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการปีนเขา  UFABET เว็บตรง

โพสท์ใน BLOG | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ตำนาน “เนโกะมาตะ” (猫又) จากแมวชราสู่แมวปีศาจ

ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของ “สาวแว่น” จากยุคเมจิถึงไอดอลไทย!!!

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หากท่านเป็นผู้ชายแล้วชอบดูอนิเมะ อ่านมังงะ หรือติดตามไอดอลละก็ คงจะรู้จักหรืออาจถึงขั้นตกหลุมรัก “สาวแว่น” ก็ได้ ซึ่งถ้ามองมาถึงเมืองไทยชั่วโมงนี้เราก็มีไอดอลไทยที่พรีเซนต์ตัวเองด้วยคาแรกเตอร์ “สาวแว่น” เอาแบบชัดๆ เลยขนาดที่ว่าใส่แว่นเต้นบนเวทีด้วยก็มีน้อง Ping CGM48 กับล่าสุดเลยก็น้อง Meemie Last Idol (ไม่นับอีกหลายคนที่ถึงไม่ขนาดพรีเซนต์ตัวเองเป็นสาวแว่นชัดเจนตลอดแต่ก็ต้องมีภาพชอตตอน “ใส่แว่น” มาให้ได้ชมกันบ้าง) วันนี้ผู้เขียนจะมาขอเล่า “ประวัติศาสตร์” พัฒนาการของคาแรกเตอร์ “สาวแว่น” ตั้งแต่ยุคเมจิกันเลยนะครับ (แลดูมีสาระ 55)

 

ภาพลักษณ์ของ “คนใส่แว่นตา”

ภาพวาด “คนใส่แว่นตา” ที่เก่าที่สุดในโลกคือภาพวาดบุคคลของ Hugh of Saint Cher พระคาร์ดินัลชาวฝรั่งเศส ซึ่งวาดขึ้นในปี ค.ศ. 1352 หลังจากที่  Hugh of Saint Cher ถึงแก่กรรมไปแล้ว (ถึงแก่กรรม ปี ค.ศ. 1263) สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้วาดจงใจวาดให้ “ใส่แว่นตา” ทั้งที่ในยุคที่  Hugh of Saint Cher ยังมีชีวิตอยู่นั้นยังไม่มีแว่นตาเกิดขึ้นในโลก!

Tommaso da modena, ritratti di domenicani (Ugo di Provenza) 1352 150cm, treviso, ex convento di san niccolò, sala del capitolo
ภาพวาดบุคคลของ Hugh of Saint Cher วาดเมื่อ ค.ศ. 1352

แล้ววาดภาพบุคคลโดยให้ใส่ของที่มัน “ผิดยุค” เพื่ออะไร? เดาว่าเพื่อจะใช้ “แว่นตา” เป็นสัญลักษณ์ว่าบุคคลในภาพ “มีการศึกษาสูง” “รู้หนังสือดี” (ประมาณว่าอ่านหนังสือหนักมากจนต้องใส่แว่น) ก็เป็นได้

ภาพ “สาวแว่น” ยุคเมจิ

น่าคิดว่าภาพลักษณ์ของ “คนใส่แว่นตา” ในทางบวก (“แว่นตา”=“มีการศึกษาสูง” “รู้หนังสือดี” แผลงเป็น “มีสติปัญญาฉลาด”) ซึ่งเกิดขึ้นในหมู่ฝรั่งยุโรปนั้น น่าจะแพร่มาถึงญี่ปุ่นในยุคเมจิ ซึ่งเป็นยุคที่ญี่ปุ่น “เปิดประเทศ” รับความรู้และเทคโนโลยีจากตะวันตกเข้ามาด้วยหรือเปล่า ดังปรากฏในภาพอุคิโยเอะ ชื่อภาพ “คนงามแท้” (真美人 ชินบิยิน) ซึ่งเป็นภาพผู้หญิงญี่ปุ่นยุคเมจิใส่แว่น ผลงานของ โยชู จิคะโนบุ (楊洲周延) ในปี พ.ศ. 2441 (ปีเมจิที่ 31) ซึ่งน่าจะต้องการสื่อว่า ความสวยนั้นอยู่ที่ความฉลาดด้วย

Chikanobu, Japanese woman wearing wire spectacles, 1897
ภาพอุคิโยเอะ “คนงามแท้” (真美人 ชินบิยิน)

ภาพลักษณ์ของ “สาวแว่น” ที่ถูกสร้างผ่านมังงะและอนิเมะ

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนเห็นว่า ภาพลักษณ์ของ “สาวแว่น” ที่ถูกสร้างผ่านมังงะและอนิเมะนั้นเป็นอะไรที่ถูกบิดให้เพี้ยนไปจากภาพลักษณ์ของ “คนใส่แว่นตา” ที่มีมาแต่เดิม จากการจงใจสร้างคาแรกเตอร์เด็กผู้หญิงให้แลดู “น่าสนใจ” โดยเอา “แว่นตา” มาบวกกับภาพลักษณ์ของ “สาวน้อยน่ารัก” โมเอะ ซึ่งประสบความสำเร็จเนื่องจากอาจจะไป “จับถูกเส้น” จิตวิทยาของผู้ชายที่ชอบเสพมังงะและอนิเมะดังนี้

คนใส่แว่น→สายตาสั้น→อ่านหนังสือหรือเล่นคอมฯ มาก→เป็นคนชอบขลุกอยู่แต่สิ่งที่ตัวเองสนใจ→โลกส่วนตัวสูง ดีไม่ดีอาจถึงขั้น introvert→น่าค้นหา อยากรู้จังตัวตนจริงของเธอจะเป็นไงน้าา

หรือ

คนใส่แว่น→สายตาสั้น→บกพร่องทางสายตา→บวกกับความที่อยู่กับหนังสือหรือเล่นคอมฯ มากไป ทำให้ร่างกายอ่อนแอเพราะขาดการออกกำลังกาย บุคลิกดูไม่แคล่วคล่อง→ผู้หญิงที่ดูอ่อนแอ บอบบางนั้นกระตุ้นความเป็นชาย เห็นแล้วอยากจะปกป้อง (เพราะความอ่อนแอตีความได้ว่าการต้องการที่พึ่งพา) หรือกลับกันบางทีก็อยากจะลองรังแกดูบ้าง

หรือ

คนใส่แว่น→แว่นเป็นตัวอำพรางหรือปิดบังใบหน้าอย่างหนึ่ง ซึ่งพอถอดแว่นแล้วหน้าตาก็จะดูเป็นอีกอย่าง →มีสองบุคลิกในคนเดียวกัน→น่าสนใจ

 

ครับ และจากการ “สร้าง” คาแรกเตอร์ของ “สาวแว่น” เช่นนี้ พอคาแรกเตอร์แนวๆ นี้ได้รับความนิยมก็ก่อให้เกิดการผลิตซ้ำไปมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค (เสพสื่อ) จนไปปรากฏตัวได้เรื่อยๆ ทั้งในมังงะ อนิเมะ วิดีโอเกม จนถึงไอดอล! อย่างในเกม Samurai Spirits ภาคล่าสุดก็ Wu Ruixiang นั่นไงครับ สาวแว่น เบิ้ม ๆ คือ ลือ เลยนะนั่นน่ะ

 

วันนี้ก็อจบแต่เพียงดื้อๆ เท่านี้ก่อนนะครับ สำหรับใครที่เข้ามาอ่านโดยคาดหวังว่าจะมีสาระก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ 555 เอาเป็นว่าพบกันใหม่คราวหน้าสวัสดีครับ      สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

โพสท์ใน BLOG | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของ “สาวแว่น” จากยุคเมจิถึงไอดอลไทย!!!

ความพยายามของตำนานที่ยาวนานถึง 40 ปี ของ Pocari Sweat

POCARI SWEAT (โพคารี่สเวท) เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยรักษาระดับน้ำและแร่ธาตุในร่างกาย ราวกับพระเอกในตลาดเครื่องดื่มที่ช่วยชดเชยการสูญเสียเหงื่อรวมถึงน้ำและแร่ธาตุในร่างกาย อีกทั้งยังเป็นเครื่องดื่มสัญชาติญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับจากสากลและกำลังเผยแพร่มาสู่ประเทศอาเซียน วันนี้ ANNGLE เลยจะพาทุกคนมารู้จักกับเครื่องดื่มมหัศจรรย์นี้ไปพร้อม ๆ กัน

ความสมดุลของแร่ธาตุที่ใกล้เคียงกับของเหลวในร่างกาย

โพคารี่สเวทวางขายในญี่ปุ่นยาวนานกว่า 40 ปีแล้ว เครื่องดื่มชนิดนี้เกิดขึ้นมาได้เพราะนักวิจัยคนหนึ่งของบริษัท Otsuka Pharmaceutical ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยาและน้ำเกลือชื่อดังของญี่ปุ่น เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงระหว่างเดินทางไปทำงานที่ประเทศเม็กซิโก ทำให้ร่างกายเกิดอาการขาดน้ำ เขาได้รับเครื่องดื่มอัดลมจากแพทย์ ทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาว่า “น่าจะมีเครื่องดื่มที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว”

และเขานึกขึ้นได้ว่า เคยเห็นแพทย์หลายคนดื่มน้ำเกลือหลังจากผ่าตัดคนไข้เป็นเวลานานเพื่อชดเชยน้ำและแร่ธาตุที่ร่างกายสูญเสียไป เขาจึงเกิดไอเดียที่จะผลิต “น้ำเกลือที่สามารถดื่มได้” ขึ้นมา แล้วพัฒนาไอเดียเพื่อคิดค้นเครื่องดื่มที่ช่วยทดแทนน้ำและแร่ธาตุให้กับร่างกาย แล้วการพัฒนาเครื่องดื่มชนิดใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนก็เริ่มต้นขึ้น!

ในขณะนั้นเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นเริ่มดีขึ้น ผู้คนเริ่มหันมาสนใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น คนส่วนใหญ่หันมาออกกำลังกายและเริ่มหันมาทำกิจกรรมกลางแจ้ง ทำให้เกิดโอกาสในการเสียเหงื่อมากขึ้น ดังนั้นเพื่อให้คนส่วนใหญ่สามารถดื่มเครื่องดื่มชนิดใหม่ได้มากขึ้น ทางบริษัท Otsuka Pharmaceutical จึงพัฒนา “เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่สามารถดื่มได้ในชีวิตประจำวัน” เรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง จนท้ายที่สุดโพคารี่สเวทจึงถือกำเนิดขึ้นในช่วงปีค.ศ. 1980

การนำเข้าสินค้าสู่ตลาดอย่างยั่งยืน

แม้ว่าผู้คนจะให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น แต่เนื่องจากไม่เคยมีเครื่องดื่มประเภทนี้มาก่อน โพคารี่สเวทจึงไม่เป็นที่ที่ยอมรับมากนักในช่วงแรก ทางโพคารี่สเวทจึงเล็งเห็นว่าการทำให้ผู้คนรู้ถึงประโยชน์ของเครื่องดื่มชนิดนี้มีความสำคัญ ทีมโพคารี่สเวทจึงทำการวิจัยถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการเสียเหงื่อ หลังจากนั้น ก็มีการเริ่มแจกเครื่องดื่มโพคารี่สเวทให้ทดลองดื่มกันตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น ซาวน่า สนามเบสบอล จึงทำให้โพคารี่สเวทเริ่มเป็นที่รู้จัก และได้เสียงตอบรับอย่างเกินคาด และได้รับยอมรับว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีความจำเป็นเมื่อเกิดการสูญเสียเหงื่อ

การที่โพคารี่สเวทเป็นที่ยอมรับ ทำให้ทำยอดขายได้ถึง 30 ล้านขวดในปีที่ 2 จึงกลายเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตในฤดูร้อนและได้สร้างตลาดเครื่องดื่มเพื่อชดเชยน้ำและแร่ธาตุขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการท้าทายครั้งใหม่ เพราะในขณะนั้นเป็นยุคที่ไม่นิยมดื่มเครื่องดื่มชดเชยน้ำและแร่ธาตุระหว่างเล่นกีฬา ทางโพคารี่สเวทจึงทำกิจกรรม เพื่อที่จะให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการขาดน้ำและความสำคัญในการเติมน้ำเข้าสู่ร่างกาย

การให้ความสำคัญกับคอนเซ็ปต์

โลโก้โพคารี่สเวท สื่อถึงคุณลักษณะของเครื่องดื่มโพคารี่สเวท โดยการใช้สีโทนเย็น คือ “สีฟ้า” เพื่อสื่อถึงท้องทะเลหรือมหาสมุทร และ “สีขาว” สื่อถึงคลื่นในมหาสมุทร

กิจกรรมให้ความรู้โดยพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์

หลังจากเริ่มวางขาย ทางโพคารี่สเวทยังคงไม่หยุดยั้งในการค้นคว้าและวิจัยเรื่องการชดเชยน้ำและแร่ธาตุเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในสถานการณ์ต่าง ๆ อาทิ อากาศแห้งในฤดูหนาว และการเดินทางโดยเครื่องบินที่ยาวนาน โรคเส้นเลือดอุดตันที่อาจเกิดขึ้นได้เวลาเดินทางโดยเครื่องบิน เป็นต้น

โอซูก้าเป็นองค์กรแรกที่ร่วมมือกับ Japan Sports Association ในเรื่องของการศึกษาและป้องกันโรคลมแดดที่อาจเกิดขึ้นขณะเล่นกีฬา และตั้งแต่นั้นมาทางบริษัทจึงได้จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับความสำคัญของแร่ธาตุและการชดเชยน้ำให้กับร่างกาย นอกจากนั้นทางบริษัทยังให้ความรู้เกี่ยวกับการชดเชยน้ำให้กับร่างกายในขณะทำงาน และสำหรับผู้สูงอายุ

แทรกซึมไปตามลักษณะเด่นของแต่ละประเทศ

หลังจากวางขายในประเทศญี่ปุ่นได้ 2 ปี โพคารี่สเวทก็ถูกออกวางขายในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะแถบเอเชีย ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศอินโดนีเซีย โพคารี่สเวทถูกจัดให้เป็นเครื่องดื่มสำหรับฟื้นไข้และดื่มหลังท้องเสีย และด้วยการทำให้สินค้ามีความสอดคล้องกับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและความต้องการของแต่ละประเทศ จึงทำให้โพคารี่สเวทกลายเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพชั้นนำ

โพคารี่สเวทประเภทต่าง ๆ

เครื่องดื่มโพคารี่สเวทมีด้วยกัน 3 แบบ ได้แก่

โพคารี่สเวท

ถูกคิดค้นและพัฒนาด้วยคอนเซ็ปต์ “เครื่องดื่มที่ช่วยชดเชยน้ำและแร่ธาตุ” ที่ร่างกายสูญเสียไปกับเหงื่อ มีขายในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก (สามารถหาซื้อได้แล้วในประเทศไทย)

 

โพคารี่สเวทเจลลี่

วางขายเมื่อปีค.ศ. 2016 นอกจากช่วยเรื่องการชดเชยน้ำและแร่ธาตุแล้ว ยังช่วยให้อิ่มท้อง พกพาสะดวก เป็นตัวเลือกในยามรู้สึกหิวได้เป็นอย่างดี (ปัจจุบันยังไม่มีขายในประเทศไทย)

โพคารี่สเวทไอออนวอเทอร์

ด้วยรสชาติที่ดื่มง่าย ทำให้เราสามารถดื่มโพคารี่สเวท ไอออนวอเทอร์แม้จะไม่ได้แช่เย็นก็ตาม และถึงแม้จะไม่ได้เสียเหงื่อหรือขาดน้ำ ก็สามารถดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกายได้อีกด้วย (ปัจจุบันยังไม่มีขายในประเทศไทย)

เป็นยังไงกันบ้างคะ ประวัติความเป็นมาของเครื่องดื่มชนิดนี้นี่น่าสนใจจริง ๆ พอเขียนบทความเสร็จปุ๊บ ก็อยากจะลุกขึ้นไปหาโพคารี่สเวทเย็น ๆ สักขวดมาดื่มให้ชื่นใจกันเลยทีเดียว  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

โพสท์ใน BLOG | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ความพยายามของตำนานที่ยาวนานถึง 40 ปี ของ Pocari Sweat

“ข้าวผัดคัพนู้ดเดิ้ล” เมนูเด็ดที่ชาวเน็ตญี่ปุ่นชอบ!

บริษัทนิสชิน ฟูดส์ (ประเทศญี่ปุ่น) แนะนำเมนู “ข้าวผัด” รสเด็ดที่ทำมาจาก “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วย” จนกลายเป็นที่พูดถึงในโลกอินเทอร์เน็ตญี่ปุ่นในขณะนี้

เมนู “ข้าวผัดคัพนู้ดเดิ้ล” มีวัตถุดิบประกอบอาหาร ได้แก่ ข้าวสวย, ต้นหอมซอย, น้ำมันพืช, ไข่ไก่, น้ำเปล่า และที่ขาดไม่ได้ก็คือ “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วย” รสชาติที่คุณชื่นชอบ

วิธีทำข้าวผัดคัพนู้ดเดิ้ล

วิธีทำก็แสนง่ายดาย ให้นำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วยเทใส่ในถุงซิปล็อค บดเส้นให้พอละเอียด

จากนั้น นำบะหมี่กึ่งฯ เทกลับลงไปในถ้วย และเติมน้ำเปล่าเล็กน้อยพอให้เส้นบะหมี่พองตัว ก็จะสามารถนำไปทำข้าวผัดในขั้นตอนต่อไป

เทน้ำมันพืชลงในกระทะเล็กน้อย ตั้งไฟแรง เมื่อกระทะเริ่มร้อนให้ใส่ไข่ไก่ ตามด้วยข้าวสวย ผัดให้ข้าวสวยและไข่พอเข้ากัน (ประมาณ 1 นาที)

จากนั้นให้นำเส้นบะหมี่กึ่งฯ ที่แช่น้ำทิ้งไว้ใส่กระทะ ตามด้วยต้นหอมซอย ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากันจนกว่าน้ำจะระเหยออก เมื่อน้ำในกระทะแห้งแล้ว ก็ตักใส่จานพร้อมทานได้เลย!

โดยหลังจากที่นิสชิน ฟูดส์ (ประเทศญี่ปุ่น) แชร์เมนูข้าวผัดใส่บะหมี่กึ่งฯ ลงบนทวิตเตอร์ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีและมียอดผู้กดชื่นชอบมากกว่า 131,000 ครั้ง ชาวเน็ตแห่ทดลองทำเมนูนี้โดยการแชร์รูปภาพผ่านแฮชแท็ก #カップヌードル炒飯  (#ข้าวผัดคัพนู้ดเดิ้ล) กันเป็นจำนวนมาก

 

 

นอกจากนี้ ทางนิสชิน ฟูดส์ยังได้ทดลองทำเมนูข้าวผัดคัพนู้ดเดิ้ลจากผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนิชชินแบบถ้วย ทั้งหมด 15 รสชาติ เพื่อเปรียบเทียบว่ารสไหนอร่อยที่สุด โดยมีการจัดอันดับ TOP 3 ข้าวผัดคัพนู้ดเดิ้ลที่พนักงานนิชชินต้องยกนิ้วให้! ซึ่งได้แก่

อันดับ 3 รสโทรินัมบัง โซบะ    UFABET เว็บตรง

 

อันดับ 2 รสต้มยำกุ้ง

 

อันดับ 1 รสชิโอะ

โพสท์ใน General | ปิดความเห็น บน “ข้าวผัดคัพนู้ดเดิ้ล” เมนูเด็ดที่ชาวเน็ตญี่ปุ่นชอบ!